พ่อนักศึกษา ปวช.1 อายุ 15 ปี ร้องขอความเป็นธรรม เหตุลูกชายขับรถจักรยานยนต์ชนกับรถเก๋งไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวตัดหน้ากระทันหันจนบาดเจ็บ แต่คู่กรณีไม่ช่วยเยียวยา ซ้ำยังอาจจะถูกเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่ม ด้านคู่กรณีโต้ไม่ผิด เปิดไฟเลี้ยวตามปกติ เด็กขับขี่มาด้วยความเร็ว ไม่มีใบขับขี่ ไม่มี พรบ. ไม่สวมหมวกนิรภัย พร้อมเจรจาไกล่เกลี่ยจบเรื่อง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 336 ม.6 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี ไปพบกับนายกฤษฎา หนูแก้ว อายุ 42 ปี ชาว ต.เขาแหลม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี หลังจากร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่า ลูกชายชื่อน้องเปรม (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นักศึกษาชั้น ปวช.1 วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ประสบอุบัติเหตุ ขับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีขาวส้ม ทะเบียน ขมน 361 อุดรธานี ชนกับรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ทะเบียน ขค 8718 โดยมีคู่กรณีเป็นนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี ชาว ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เหตุเกิดเมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ลูกชายได้รับบาดเจ็บ ตนเองต้องหยิบยืมเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาล คู่กรณีไม่เยียวยา ทั้งยังบอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อง กลัวว่าจะถูกเรียกร้องค่าเสียหายรถคู่กรณีด้วย

นายกฤษฎาฯ เปิดเผยว่า ย้ายมาทำงานติดตั้งระบบ GPS รถยนต์ที่อุดรธานีได้ 3 ปี เช่าบ้านหลังนี้อยู่กับภรรยาใหม่ ส่วนน้องเปรมเป็นลูกติดของตนเอง เพิ่งย้ายมาเรียนที่อุดรฯ ตนเองซื้อรถจักรยานยนต์คันนี้ให้ลูกชายเพื่อขับไปเรียนหนังสือ เป็นรถมือ 2 ในราคา 21,000 บาท ขณะเกิดเหตุลูกชายเลิกเรียนกำลังจะกลับบ้าน ขี่รถจักรยานยนต์มาจากสี่แยกชลประทาน ส่วนรถเก๋งขับมาทางสี่แยกทิเบต เกิดอุบัติเหตุชนกันที่ 3 แยก ถ.วัฒนานุวงศ์ ตัดกับถนนประชาอุทิศ เขตเทศบาลนครอุดรธานี ลูกชายได้รับบาดเจ็บ หมอต้องเย็บแผลบริเวณใต้ดวงตาด้านซ้ายประมาณ 10 เข็ม โชคดีว่าไม่ถูกจุดอันตราย หากถูกดวงตาหรือที่คอ น่าจะมีอาการสาหัสมากกว่านี้

“ นอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี 1 วัน และมานอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก โดยไร้การเยียวยาจากคู่กรณี ค่ารักษาพยาบาลตนต้องไปหยิบยืมเพื่อนมาจ่าย 16,200 บาท หมอจะให้นอนรักษาต่อ แต่ตนไม่มีเงินแล้ว หลังเกิดเหตุตนเองได้ไปเจรจากับคู่กรณีที่ สภ.เมืองอุดรธานี มีการลงบันทึกประจำวัน รถจักรยานยนต์ของตนยังจอดอยู่ที่โรงพัก ส่วนคู่กรณีนำรถยนต์ออกมาแล้ว ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกับคู่กรณีผ่านทางโทรศัพท์และโปรแกรมไลน์ คู่กรณีบ่ายเบี่ยงที่จะพูดคุยไกล่เกลี่ย และบอกว่ารถยนต์ตนเองก็พังเสียหาย มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน กลัวว่าหากมีการสู้กันในชั้นศาลตนเองจะสู้ไม่ได้ และต้องจ่ายเงินส่วนนี้ด้วย “

นายกฤษฎาฯ เปิดเผยอีกว่า ตนมองว่าลูกตนก็ผิดในส่วนของการใช้ความเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และรถไม่ต่อ พรบ. ส่วนนี้ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ตนเองมองว่าคู่กรณีไม่เปิดไฟเลี้ยว ภาพจากในคลิปวิดิโอก็มองเห็นชัดเจน เรื่องของมนุษยธรรมตนมองว่าทำไมคู่กรณีไม่มาดูแลบ้าง โทรมาสอบถามบ้างก็ยังดี ลูกชายตนบาดเจ็บพอสมควร เรื่องคดีความตำรวจก็ยังไม่ได้นัดหมายให้พูดคุยกัน อยากเรียกร้องแค่เรื่องรักษาพยาบาล ค่าทำขวัญ และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ ตั้งใจว่าจะขอเรียกร้องแค่ 5 หมื่นบาท รถจักรยานยนต์ตนจะยกให้ไปเลย ไม่อยากนำมาใช้งานอีก แต่หากยังยืดเยื้ออยู่ก็คงต้องหาเงินไปซ่อมมาใช้ก่อน เพราะไม่มีรถใช้งาน ตอนนี้ต้องยืมรถจักรยานยนต์เพื่อนมาใช้ก่อน

น้องเปรม เปิดเผยว่า ตอนเกิดเหตุขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 70 กม. ต่อ ชม. ตนเองมาทางตรง รถเก๋งคู่กรณีได้เลี้ยวตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด มองไม่เห็นว่ารถคันนั้นเปิดไฟเลี้ยวหรือไม่ ตนเองเบรกรถไม่ทันจึงพุ่งชนเข้าที่ตัวรถอย่างจัง หลังจากนั้นก็เป็นตามคลิปที่เห็นมีคนมาช่วยพยุงขึ้นไปนั่งที่ฟุตบาท คู่กรณีก็ลงมาจากรถและโทรศัพท์แจ้งรถกู้ชีพมารับ อยากบอกคู่กรณีว่า ให้มาดูแลค่ารักษาบ้างก็ได้ ไม่ขออะไรมาก รู้สึกสงสารพ่อที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย พ่อหาเช้ากินค่ำ บ้านก็ยังต้องเช่าเขาอยู่

ระหว่างนั้นผู้สื่อได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายเอคู่กรณี โดยนายเอยินดีให้ข้อมูลแต่ไม่สะดวกให้ไปพบ นายเอ เปิดเผยว่า รถคันนี้เป็นชื่อพี่ชายแฟน แต่ตนเองเป็นคนผ่อนและใช้รถ เรื่องนี้ตนมองว่าตนเองไม่ผิด เขามาทางตรง ผมจะเลี้ยวขวา ผมเปิดไฟเลี้ยว ไฟเขียวเหลือ 6 วินาที น้องเขาขับรถจักรยานยนต์มาเร็วมาก เขาไม่เห็นหรือไงว่ารถใหญ่เลี้ยว และผมก็มาถึงก่อน เขาชนเข้าตรงท้ายรถผมด้วยซ้ำ น้องเขาไม่มีใบขับขี่ ผู้ปกครองปล่อยให้น้องออกมาขับขี่รถได้อย่างไร อายุยังน้อยการตัดสินใจอาจจะไม่ดีพอ

“ เรื่องมนุษยธรรมการเยียวยา ผมก็มองว่ารถเขาไม่มี พรบ. ต้องใช้ พรบ.ของรถตนเอง ซึ่งเขาก็บอกแต่ว่าตนเป็นคนผิด เรื่องมนุษยธรรมเขาไม่เคยถามเลยว่ารถเป็นยังไงซ่อมเท่าไหร่ เขาพูดแต่เรื่องตนเองว่า ค่ารักษาเท่านั้นเท่านี้ รถต้องซ่อมเท่านั้นเท่านี้ จ่ายมาเท่านี้และจบกัน เรื่องการเจรจาตนเองพร้อมพูดคุย แต่ต้องลงบันทึกว่าทางนั้นจะไม่เรียกร้องใดใดทั้งสิ้น ตนเองพร้อมจบ พร้อมให้คู่กรณีมาใช้สิทธิ์การรักษาของ พรบ.รถตนได้ รถคันนี้ประกันภัยหมดพอดี ตนเองยังไม่ได้ต่อประกัน “

พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นแล้ว เรื่องนี้ต้องว่ากันไปทีละคดี เรื่องคดีจราจรก็ต้องว่ากันไปทีละฝ่ายว่าผิดอย่างไร จะขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็ว หรือขับรถยนต์ไม่ระมัดระวัง ไม่เปิดไฟเลี้ยว ตรงนี้ต้องรอการเรียกทั้งสองฝ่ายมาสอบสวนอีกครั้งว่า ต้องว่ากันไปทีละขั้นตอน จากภาพวงจรปิด และภาพจากกล้องหน้ารถยนต์ จะเป็นหลักฐานชั้นดีว่าแต่ละฝ่ายนั้นมีความผิดอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องมนุษยธรรมเรื่องการเยียวยา ไม่มีกฎหมายระบุไว้ แต่เป็นเรื่องของน้ำใจ เรื่องความเอื้ออาทรต่อกัน หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะเชิญทั้งคู่มาพูดคุยอีกครั้งหนึ่ง…

บทความก่อนหน้านี้ซ่อมอ่างฯน้ำปลดเสร็จปีแรกเก็บน้ำ 50%
บทความถัดไปขยาย“แยกดอนอีไข”เป็น 6 เลน 25 ล้าน