จากกรณีนายกัสกร วงษ์ชาลี หรือโอ๋ อายุ 39 ปี มีอาการโรคประสาทกำเริบ ใช้มีดพร้าฟันศีรษะนางทองสุข มันทะลา อายุ 79 ปี พี่สาวย่านายโอ๋ จนเสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 328 ม.2 บ.โนนสูง ต.โนนสูง อ.เมืองอุดรธานี ซึ่งยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อีก 5 ราย อาการสาหัส 1 ราย คือนางประภาส นาสินสร้อย หรือยายเหี่ยว อายุ 70 ปี เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ล่าสุดอาการยังวิกฤติ มีเลือดออกในสมอง ต้องผ่าตัดเพื่อยื้อชีวิต ส่วนคนเจ็บอีก 4 ราย อาการดีขึ้นสามารถกลับบ้านได้ทั้งหมด โดยเฉพาะนางมะลิ วงษ์ชาลี อายุ 77 ปี ย่าแท้ๆของนายโอ๋ รีบกลับมาที่บ้านเพื่อจัดพิธีศพให้กับพี่สาวและมาดูแลบ้าน ส่วนนายกัสกรฯ หรือโอ๋ ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ได้นำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 ที่บ้านเลขที่ 328 ม.2 บ.โนนสูง ต.โนนสูง อ.เมืองอุดรธานี นางมะลิ วงษ์ชาลี และญาติพี่น้อง ได้เตรียมจัดงานสวดอภิธรรมให้กับนางทองสุข มันทะลา ซึ่งได้มีการทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ กางเต็นท์ผ้าใบ จัดเตรียมอาหาร พร้อมกับพูดคุยเรื่องงานพิธี รวมถึงจัดเตรียมเอกสารในการไปรับศพออกจาก รพ.อุดรธานี และเอกสารเรื่องฌาปนกิจศพ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า และหลายคนยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ หลายคนระบุอยากให้นำตัวนายโอ๋ไปรักษาให้หาย และดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

นางมะลิ วงษ์ชาลี เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุหลานมีอาการไม่ปกติตั้งแต่ช่วงเช้า ถือเสียมเดินวนไปมารอบบ้าน จึงได้โทรศัพท์บอกภรรยานายโอ๋ให้รีบกลับมาหายาให้นายโอ๋กิน ก่อนจะใช้เสียมทำร้ายตน ฟาดเข้าไปที่แขนขวาจนบาดเจ็บ ระหว่างนั้นนางทองสุข พี่สาวตนที่เสียชีวิต กำลังทำกับข้าวอยู่ ได้ออกมาช่วยเหลือ จังหวะนั้นหลานสะใภ้ต่อสู้กันกับนายโอ๋ จนได้รับบาดเจ็บดั้งจมูกแตก ระหว่างนั้นก็หันมาจะทำร้ายตนอีก พอเห็นท่าไม่ดีเลยรีบอุ้มหลานวัย 3 ขวบ ไปหลบในห้องนอน ล็อคประตูอย่างแน่นหนา ระหว่างนั้นก็รีบโทรแจ้งประธานชุมชนให้พาตำรวจมาช่วยเหลือ ก่อนทราบว่าออกไปก่อเหตุทำร้ายคนอื่นที่ร้านอาหารตามสั่ง และกลับมาใช้มีดพร้าฟันนางทองสุขจนตาย โดยมีนางประภาสฯ หรือเหี่ยว เพื่อนบ้าน ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสไปด้วย

“ เมื่อวานนี้หากหลานสะใภ้ไม่ต่อสู้ช่วยเหลือ คิดว่าคงจะถูกนายโอ๋หลานแท้ๆ ฆ่าตายจนหมดทั้งบ้าน เลี้ยงหลานคนนี้มาตั้งแต่เล็ก หลานเรียกตนเองและพี่สาวที่ตายว่าแม่ มีช่วงหนึ่งที่แม่เขาเอาไปเลี้ยงที่ จ.ร้อยเอ็ด ไม่นานก็กลับมาอยู่กับย่าที่บ้านหลังนี้อีก ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงแบบนี้ขึ้นในครอบครัว อยากบอกหลานว่า อย่าคิดทำแบบนี้อีก อย่าคิดว่าไม่คนรัก มาอยู่กับย่า ย่าก็รัก หาข้าวหาน้ำให้กิน ดูแลทุกอย่าง ไม่มีเงินก็หาให้ใช้ อยากให้นำตัวหลานไปรักษา หายแล้วก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายไปให้ถึงที่สุด ”

ต่อมาผู้สื่อข่าว เดินทางไปพบกับนายเจตนิพัทธ์ อักษร หรือเติ้ล อายุ 32 ปี หลานของนางประภาส นาสินสร้อย หรือยายเหี่ยว เพื่อสอบถามอาการล่าสุดของยายเหี่ยว นายเจตนิพัทธ์ฯ เปิดเผยว่า บ้านของครอบครัวตนมี 2 หลัง หลังที่ติดกับบ้านที่เกิดเหตุ เป็นบ้านที่ยายเหี่ยวพักอาศัยอยู่ และตนเปิดเป็นสำนักงานขนส่งพัสดุ วันเกิดเหตุยายเหี่ยวก็ออกไปเลี้ยงวัวตามปกติตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนกลับเข้าบ้านและจะออกไปอีกครั้ง ซึ่งมีภาพจากกล้องวงปิดหน้าบ้านบันทึกภาพช่วงเกิดเหตุไว้ได้ พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ตนก็วิ่งออกไปดูเหตุการณ์ ก่อนนำร่างของยายเหี่ยวไปขึ้นรถกระบะไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งจอดอยู่บ้านอีกหลังในซอยถัดไป ล่าสุดอาการยายเหี่ยวยังวิกฤติ หมอบอกว่า 50 – 50 มีอาการเลือดออกในสมอง ต้องผ่าตัด นิ้วที่ขาดต่อไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะเชื่อมติดได้เหมือนเดิมหรือไม่ ตกใจและเสียใจมากที่เกิดเรื่องขึ้น

และเมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน ที่ สภ.เมืองอุดรธานี ตำรวจชุดสอบสวน ได้นำตัวนายกัสกร วงษ์ชาลี มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยระหว่างที่ออกมาจากห้องควบคุม นายกัสกรฯ ได้พูดกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองไม่รู้สติกับเหตุการณ์เมื่อวานที่ตนเองทำอะไรลงไปและจำอะไรไม่ได้ด้วย ในตอนนี้รู้ว่าย่าเสียชีวิตแล้ว ความรู้สึกของตนในตอนนี้รู้สึกเสียใจเมื่อวานนี้ตนเองก็ยังกินยาอยู่ แต่ได้เกิดอาการขึ้นมาในลักษณะตนเองเล่นเกมส์ ทำลายฐานของคู่ต่อสู้อีกฝ่ายหนึ่ง ตอนนั้นเห็นย่าเป็นคู่ต่อสู้ แต่ตนอยากไปขอขมาย่า อยากบอกดวงวิญญาณย่าว่า “ผมขอโทษ”

 

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มเบญจเพสป่วยจิตใช้สายสิญจน์ผูกคอดับคาเมรุ
บทความถัดไปซ่อมอ่างฯน้ำปลดเสร็จปีแรกเก็บน้ำ 50%