ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ได้เดินทางไปพบ น.ส.เพ็ญนภา เศษสวย อายุ 30 ปี ภรรยาของนายศราวุธ สีทอง อายุ 32 ปี ที่บ้านหลวง ม.14 ต.นาพู่ อ.เพ็ญ แรงงานไทยที่ไปทำงานที่ประเทศอูชเบกิถาน ที่หมดสัญญาจ้างกับนายจ้างมาแล้ว 1 เดือน แต่ตกค้างไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ เพราะอูชเบกิสถานปิดน่านฟ้า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขณะบุตรชายวัย 6 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ไปโรงเรียน

น.ส.เพ็ญนภาฯ ได้วีดีโอคอลคุยกับนายศราวุธฯ สามี ที่กำลังกินข้าวอยู่ที่แคมป์คนงาน ร่วมกับเพื่อนคนงานด้วยกัน โดยอาหารเช้ามื้อนี้เป็น ข้าวสวย ไข่ต้ม 2 ฟอง และไส้กรอก 2 ชิ้น ที่เป็นอาหารทุกมื้อ โดยนายศราวุธฯ ได้ใช้กล้องถ่ายให้เห็นอาหารเช้า ที่กำลังกินอยู่กับเพื่อนคนงานด้วยกัน ซึ่งเวลาที่อูชเบกิสถานช้ากว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง

 

นายศราวุธฯ ได้ตอบข้อซักถามว่า แรงงานไทยทั้ง 101 คน ได้แต่รอเครื่องบินจะกลับบ้าน แค่ยังไม่มีไฟลท์บิน และมีผู้ที่ได้รับแจ้งมาว่าติดเชื้อโควิด-19 รวม 27 คน ที่ได้แยกไปอยู่อีกแคมป์หนึ่ง ส่วนเรื่องที่มีการเตือนแรงงาน เรื่องที่จะเผาแคมป์คนงานนั้น ความจริงไม่มีใครจะเผา คือมันเป็นความอัดอั้นตันใจ น้อยเนื้อต่ำใจ ที่อยู่กันแบบไม่มีความหวัง จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะออกไปไหนก็ไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเผาจริงๆ แล้วตอนนี้สนามบินก็เลื่อนเปิดไปเป็น 15 ส.ค.นี้

 

นายศราวุธ กล่าวอีกว่า ตนกับเพื่อนคนงานอีกหลายคน ก็หมดสัญญากับนายจ้างแล้ว นายจ้างยังดูแลให้กินเช้า เที่ยง เย็น ส่วนเรื่องที่จะกลับความจริงรอก็รอได้ แต่ตอนนี้มันมีโควิด-19 ทำให้กลัวและอยากจะกลับบ้านเร็วๆ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี มาช่วยพวกเราได้กลับบ้าน จะเป็นแบบกรณีฉุกเฉินหรือกรณีพิเศษก็ได้ เพราะดูข่าวเห็นท่านนายกฯ บอกว่าจะช่วยนักศึกษาที่อียิปต์ และช่วยแรงงานไทยที่อูชเบกิสถานด้วย ซึ่งตอนนี้พวกเราก็ได้แต่รออย่างเดียว

“ ผมขอฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนไทยทั้งหมดต้องการจะกลับบ้านด่วน เพราะว่ากลัวโรคโควิด-19 ซึ่งคนงานไทยที่ว่าพบเชื้อ 27 คน ถูกแยกไปพักที่แคมป์ใหม่ ได้รับแจ้งว่ามีการตรวจหาเชื้ออีกรอบ ถ้าเขาไม่เจอเชื้อก็ส่งกลับมาที่แคมป์เดิม เขาบอกว่าจะตรวจเชื้อทุกๆ 3 วัน หากไม่เจอเชื้อก็ส่งกลับที่เดิม ”

น.ส.เพ็ญนภา เศษสวย ภรรยาของนายศราวุธฯ เปิดเผยว่า เคยห่วงกลัวว่าสามีจะไปติดเชื้อโควิด-19 เมื่อได้ฟังสามีพูดก็หายห่วง ส่วนเรื่องที่สามียังไม่ได้เดินทางกลับ ทราบเหตุผลอยู่ว่าต้องรอ ที่ยังไม่มีกำหนดว่าจะได้กลับเมื่อไหร่ ส่วนที่สามีหมดสัญญาแล้วไม่ต่อสัญญากับนายจ้างหลังทำงานได้ 1 ปี นั้น เพราะว่ามันไม่ได้เงินตรงตามที่คิดไว้ เลยคิดว่าแบบนี้กลับบ้านดีกว่า จึงไม่ต่อสัญญา ทั้งที่ยังใช้หนี้ที่เดินทางไปทำงานยังไม่หมด และขอฝากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล ให้ช่วยดำเนินการในการนำตัวแรงงานทั้งหมดกลับบ้านด้วย…