ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทุกสาขาอาชีพ ธุรกิจฟุตบอลก็คงหนีไม่พ้นกับวิกฤติที่หนักหนาครั้งนี้ การแข่งขันในเลกที่ 2 ของฤดูกาล 2563 อุดรธานีเอฟซีมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารอีกครั้ง หลังจากนายวัชรพล ขาวขำ หรือเสี่ยก้อ วางมือในการบริหารทีม เหลือแค่นายศราวุธ เพชรพนมพร สส.อุดรธานี ถือหุ้นอยู่ 50 เปอร์เซ็นต์ จนมีการเข้ามาของนายทุนรายใหม่ที่ชื่อว่านางสาวอริสรา ชะมูล หรือ “มาดามอริส” นักธุรกิจสาวโสด อายุ 39 ปี ที่เป็นคนอุดรธานีโดยกำเนิด

ช่วงบ่ายของวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ทีมข่าวเดินทางไปที่ช็อปสโมสรอุดรธานีเอฟซี หน้าคอนโดลุมพินีเพลส ถ.โพศรี ทน.อุดรธานี ไปพบกับมาดามอริส ประธานสโมสรฟุตบอลอุดรธานี เพื่อพูดคุยและเปิดเผยข้อมูลต่อแฟนคลับ ก่อนการเปิดฤดูกาล 2564 ในวันที่ 31 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ มาดามอริสยืนยันสู้สุดใจถึงแม้จะเป็นทีมเล็กเงินทุนน้อย แต่ด้วยที่ยักษ์แสดมีฐานแฟนบอลที่เหนียวแน่น มีการคาดหวังสูงจากแฟนคลับในผลการแข่งขัน จึงอยากจะอัพเดตความคืบหน้าของทีม และเป้าหมายที่วางเอาไว้ รวมทั้งเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

นางสาวอริสรา ชะมูล หรือ “มาดามอริส” เปิดเผยว่า เป็นคนอุดรธานีโดยกำเนิด ก่อนหน้านี้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ส่วนใหญ่ทำธุรกิจอยู่ประเทศสิงคโปร์ ทั้งร้านอาหารไทย ธุรกิจส่งออก กระทั่งได้มาข้องเกี่ยวกับฟุตบอลในงานฟุตบอลวีไอพีที่สิงคโปร์เป็นงานอีเว้นท์ จนได้เรียนรู้และศึกษาข้อมูลในการเป็นเอเจนซีกว่า 7 ปี และระหว่างกลับมาที่อุดรธานี ได้เข้าไปรู้จักกับน้าฉ่วย สมชาย ชวยบุญชุม ก็รับคำแนะนำมาตลอด ทำงานด้านนี้เรื่อยมาส่งออกนักเตะไทยบ้าง นำเข้านักเตะต่างชาติบ้าง พอได้กลับมาบ้านที่อุดรธานีในช่วงโควิดที่ผ่านมา จึงอยากจะนำประสบการณ์ของตัวเองมาพัฒนาทีมอุดรฯของเรา ยกระดับให้ทีมมีมูลค่ามากขึ้น

“หลังจากกลับมาอุดรธานีการระบาดของโควิด-19 ก็วิกฤติหนัก ช่วงนั้นไม่สามารถกลับไปทำงานที่สิงคโปร์ได้ มีโอกาสได้พูดคุยกับคณะผู้บริหารชุดเดิม จนท่านเปิดโอกาสให้ได้เข้ามาทำงานในเลกที่ 2 แต่ก็ยังเป็นทีมงานเดิมที่มีการเซ็ตไว้แล้ว จึงยากหน่อยในความคิดของตัวเอง ด้วยที่เป็นคนอุดรก็เชียร์อุดรมาอยู่แล้ว รู้จักทีมและเข้ามาเชียร์เป็นแฟนคลับเมื่อปี 2014 หรือปี 2557 เข้าไปเชียร์สโมสรอยู่บ่อยครั้ง มีความฝันเล็กๆอยู่แล้วว่าอยากเข้ามาทำทีม บริหารทีมให้ไปถึงเป้าหมาย จนกระทั่งมาถึงวันนี้ที่ฝันเป็นจริงและจะทำให้ดีที่สุด”

มาดามอริส เปิดเผยอีกว่า ในด้านการบริหารทีมตอนนี้เป็นประธานสโมสร พร้อมจะทำให้ทีมบ้านเกิดเป็นอีกหนึ่งทีมในไทยลีคให้ได้ พร้อมรับใช้พี่น้องชาวยักษ์แสดอย่างเต็มที่ งบประมาณในปีนี้ตั้งไว้ที่ 20 ล้านบาท ในภาพรวมเราตั้งหมายเอาไว้ว่าต้องจบให้ได้ในอันดับเลขตัวเดียว ลึกๆก็หวังในการเลื่อนชั้น เพลย์ออฟก็ยังดี หากเลกแรกเราทำงานกันได้ดีอันดับเป็นไปตามเป้าหมาย เลกสองอาจจะมีเซอร์ไพร์ นั่นคือสิ่งที่เรามุ่งหวังและตั้งใจเอาไว้ การเตรียมทีมคืบหน้าไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีมิสเตอร์เฟอร์นันโด้ ซาเลส ชาวบราซิล เป็นเฮดโค้ช พร้อมทีมงานมืออาชีพโปรไลน์เซนต์

“ตั้งเป้าเซ็นต์นักเตะไว้ 27 คน ยังเหลือการเจรจาอยู่ 3 คน ต้องดูผลงานในเลกแรกก่อน หากเข้าเป้าก็จะเสริมกำลังให้มากขึ้น การฝึกซ้อมเราเริ่มกันมาได้ 1 สัปดาห์แล้วกำลังเข้มข้นกันอยู่ สนามแข่งขันเราเลือกใช้สนามการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือสนาม กกท.อุดรธานี ที่ ต.สามพร้าว หากทางสมาคมฟุตบอลหรือจังหวัดผ่อนปรนมาตรการให้แฟนบอลเข้าชม ก็เป็นเรื่องที่เราหวังไว้ อยากให้แฟนบอลได้เชียร์ทีมรัก สโมสรก็มีรายได้ ราคาตั๋วก็คงเป็นไปตามกำหนดสมาคม ตั๋วปีเราก็กำหนดไว้แล้ว มี 2 ราคา คือ 1,500 และ 2,000 บาท และยังมีห้องวีไอพีไว้รองรับอีกด้วย”

มาดามอริส ปิดท้ายว่า สโมสรจะมีแกรนด์โอเพนนิ่งในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ เพื่อประกาศความพร้อมการเปิดฤดูกาลในวันที่ 31 กรกฎาคม ตอนนี้สมาคมยังไม่ได้กำหนดตารางการแข่งขัน ขอขอบคุณแฟนคลับทุกท่านที่ร่วมติดตามและให้กำลังใจกันมาโดยตลอด ในนามสโมสรอุดรธานีก็อยากจะขอโอกาสเข้ามาบริหาร อยากให้ดูผลงานกันในสนาม ส่วนผู้ใหญ่ใจดีท่านใด หากประสงค์จะเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนทีม ก็สามารถติดต่อประสานเข้ามาได้ทางเพจสโมสร “Udonthani FC official” เพื่อผลักดันสโมสร ผลักดันน้องๆ ผลักดันให้ทีมอุดรบ้านเราไปสู่เป้าหมายไทยลีค 1

“อุดรธานีเอฟซี”ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 มาพร้อมกับฉายาที่ดุดันและทรงพลังว่า “ยักษ์แสด” ใช้เวลาในลีกล่างสุด 13 ฤดูกาล ตั้งแต่ยุคโปรวินเชียลลีค (2542 – 2547) และไม่ส่งทีมลงแข่งขันระหว่าง 2548 – 2551 เหตุผลคือไม่มั่นใจในระบบการแข่งขันและเรื่องของเงินทุน กระทั่งกลับมาอีกครั้งในปี 2552 หลังจากเปลี่ยนมาเป็นลีคภูมิภาคดิวิชั่น 2 และลงแข่งขันในโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่จะขยับเลื่อนชั้นมาอยู่ไทยลีค 3 โซนบน ในปี 2560 และขึ้นมาอยู่ไทยลีค 2 ในปี 2561 ยืนหยัดต่อสู้มาจนถึงปี 2563 โดยในฤดูกาลล่าสุดต้องลุ้นหนีการตกชั้นจนถึงนาทีสุดท้าย ฤดูกาล 2564 กำลังจะกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง ต้องมาดูว่าปีนี้ยักษ์แสดจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่

 

บทความก่อนหน้านี้“ขนมเบื้องไส้ทะลัก ปะทะขนม ”ถังแตก”อร่อยระดับตำนาน ส่งลูกจบ ป.ตรี 3 คน
บทความถัดไป“นายกหรั่ง”ใช้อำนาจซื้อวัคซีนไม่ขอสภาฯ