เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 มิถุนายน 2563 นายธีฑัต พิมพา วัฒนธรรม จ.อุดรธานี พร้อมคณะ เดินทางมาที่ “เจดีย์ร้างวัดหนองบัว” ตรงข้ามกับโรงงานน้ำแข็งอุดรกิตติ ริมหนองบัววังมัจฉา ทน.อุดรธานี หลังนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.อุดรธานี มอบหมายในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ประจำเดือนมิถุนายน ให้ตรวจสอบ-ติดตาม-หาหนทาง ทำการบูรณะ ตามข้อเสนอของชาวอุดรธานี

ซึ่งนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายก ทน.อุดรธานี ระบุว่า ที่ผ่านมามีข้อมูล “เจดีย์วัดหนองบัวร้าง” น้อยมาก จนเมื่อไม่นานมานี้พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตฺโต) เจ้าคณะ อ.หนองวัวซอ(ธ) ได้แจ้งถึงนิมิตว่า “เจดีย์วัดหนองบัวร้าง” อยู่คู่อุดรธานีมายาวนาน เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน น่าจะได้รับการดูแลปรับปรุง เป็นสถานที่เคารพสักการะชาวอุดรธานี ขอให้ตนเองไปติดตามเรื่อง จึงพร้อมเสนอให้ปรับปรุง โดย ทน.อุดรธานี ขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

นายธีฑัต พิมพา วัฒนธรรม จ.อุดรธานี กล่าวว่า เคยรับราชการที่ สนง.ศึกษาธิการ จ.อุดรธานี รับรู้ว่า “เจดีย์ร้างวัดหนองบัว” เป็นพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบ “กรมการศาสนา” และมีข้อทักท้วงมานานต่อเนื่อง ทำให้กรมศิลปากรส่งนักวิชาการมาสำรวจ พบว่าอายุมากกว่า 2-300 ปี แต่ก็ยังไม่มีการขึ้นทะเบียน ให้เป็นโบราณสถานตามกฎหมาย แต่ก็ยังได้รับการคุ้มครอง หากจะปรับปรุง พัฒนา รื้อถอน จะต้องได้รับอนุญาตก่อน

“ เห็นด้วยกับการปรับปรุง-พัฒนา เจดีย์วัดหนองบัวร้าง เพราะเป็นเจดีย์เก่าแก่แห่งเดียว ที่อยู่ในเขตชุมชนเมือง และยังมีเรื่องราวบอกเล่า ไปเกี่ยวกับตำนานเมืองอุดรธานี จากข้อมูลเบื้องต้น ที่มีอยู่ จะขอประสานกับกรมศิลปากร และกรมการศาสนา แบบไม่เป็นทางการ ถึงแนวทางจะสามารถทำได้หรือไม่ ให้เป็นตามระเบียบกฎหมาย คาดว่าจะมีแนวทางให้จัดการได้ ซึ่งจากนโยบายรัฐบาล น่าจะเข้ามาจัดการส่วนนี้ได้ จะรับรู้ความคืบหน้าเร็วๆนี้ ”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า “เจดีย์วัดหนองบัวihk’” เป็นเจดีย์ยุคลานช้าง อายุ 2-300 ปี ไปเกี่ยวข้องกับตำนาน “กลองยักษ์3ใบวัดมัชฌิมาวาส” ที่สร้างจากต้นหมากแข้งยักษ์ บริเวณนี้เป็นของกรมการศาสนา เดิมมีเอกชนได้รับสิทธิสร้างอาคารพาณิชย์ โรงน้ำแข็งอุดรกิตติใช้เงิน 4 ล้านบาท ชดเชยให้ผู้รับสิทธิไปหาแปลงอื่น เพื่ออนุรักษ์บริเวณนี้ไว้ ปัจจุบันเหลือพื้นที่อยู่ 2 ไร่ 50 ตรว.

“เจดีย์วัดหนองบัวร้าง” ถือเป็นโบราณสถานโดยสภาพ มีการขุดตรวจ-แต่งโบราณสถาน จัดทำรายงานเมื่อเมษายน 2537 สันนิฐานสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุราว 2-300 ปี เป็นโบราณสถานแห่งเดียวในชุมชนเมือง บงบอกว่ามีชุมชนมาอาศัยอยู่ก่อน จึงกันเขตเป็นพื้นที่โบราณสถาน 1 ไร่ 2 งาน 67 ตรว. เพื่อประกอบการขึ้นทะเบียน ซึ่งนายชยาวุธ จันทร ขณะเป็น ผวจ.อุดรธานี ได้มอบหมายให้ สนง.พระพุทธศาสนา ขอกรมการศาสนาปรับปรุง แต่ไม่มีความคืบหน้า

การขุดตรวจ-ขุดแต่งเจดีย์ พบว่าเป็นเจดีย์สูง 4.30 ม. กว้าง-ยาวด้านละ 3.70 ม. สร้างด้วยอิฐฉาบด้วยปูนขาว เทินอยู่บนดินอัดแน่น ต่างจากที่อื่นมักใช้ทรายแม่น้ำรอง มีกำแพงด้านละ 4.80 ม. หน้า 30 ซม. สูง 50 ซม. และยังพบฐานโบสถ์อีก 1 หลัง ก่อและปูฐานด้วยอิฐ กว้าง 3.80 ม. ยาง 5.30 ม. มีใบเสมาหินทราบแดงข้างละ 3 ใบ กว้าง 20 ซม. สูง 37 ซม. และหนา 10 ซม. มีบันใดทางขึ้น 3 ขั้น หลังขุดตรวจได้กลบไว้ในสภาพเดิม พร้อมทำแนวป้องกันคนเข้าภายใน ….