เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ขณะที่ พ.ต.ท.กุศล สิทธิขันแก้ว สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโรงพัก ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทองว่า มีเหตุคนร้ายงัดประตูหลังร้านขายของชำ เลขที่ 22 ม.15 ชุมชนศรีพินิจ ซ.4 ถ.ทหาร ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี เข้าไปขโมยเงินสดในลิ้นชักโต๊ะไป 8,000 บาท จึงออกไปตรวจสอบพร้อมด้วยตำรวจชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุพบนายนิรัญ เปรมประชา อายุ 63 ปี เจ้าของร้านของชำ นำตรวจสอบบริเวณประตูไม้ข้างร้าน พบร่องรอยคนร้ายใช้ของแข็งงัดกลอนประตูและลูกบิดประตูพังเสียหาย ตรวจสอบบริเวณลิ้นชักโต๊ะทำงานภายในร้าน พบว่าเงินสดเฉพาะธนบัตร 20-500 บาท หายไปประมาณ 8,000 บาท โดยคนร้ายเมินเงินเหรียญที่ไว้สำหรับทอนให้ลูกค้าประมาณ 300 บาท ก่อนหลบหนีไป

สอบสวนนายนิรัญ เปรมประชา เจ้าของร้าน ให้การว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาปิดร้านประมาณ 22.00 น. ตื่นเช้ามาเปิดร้านพบว่าเงินสดจำนวนดังกล่าวหายไป เหลือไว้เพียงเงินเหรียญสำหรับไว้ทอนลูกค้า ส่วนสินค้าภายในร้านเช่น เหล้า บุหรี่ น้ำอัดลม ไม่หายไป ตนและลูกชายจึงเดินสำรวจรอบบริเวณบ้าน พบว่าประตูข้างร้านโดนงัด และคนร้ายแสบรายนี้ ได้ทำการถอดปลั๊กกล้องวงจรปิดภายในร้านออกด้วย ทำให้ไม่สามารถบันทึกภาพคนร้ายขณะก่อเหตุเอาไว้ได้

”คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้มุมกล้อง อาจจะเคยมาซื้อของที่ร้าน และเป็นพวกติดยาเสพติด เนื่องจากสินค้าภายในร้านไม่หายเลย เปิดร้านของชำมา 30 ปี ไม่เคยโดนคนร้ายงัดร้านแม้แต่ครั้งเดียว อยากฝากถึงคนร้ายว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ และข้าวของแพง และขายของไม่ดีอย่าได้มาซ้ำเติมกันอีกเลย และคิดว่าจะปิดกิจการในเร็วๆนี้ แต่ก็มาถูกคนร้ายงัดร้านขโมยเงินไปก่อน อยากฝากถึงตำรวจให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้ เพราะอยากเห็นหน้าคนร้าย และเพื่อไม่ให้ไปก่อเหตุกับร้านอื่นอีกต่อไป”

ขณะที่ตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ มีชาวบ้านพบกระเป๋าถือแบบหญิง สีครีม ถูกรื้อค้นวางอยู่ข้างทางในซอยตรงกันข้ามกับร้านของชำ ห่างกันประมาณ 15 เมตร ตรวจสอบพบบัตรพนักงานหญิง ไขควงปากแบนด้ามแตก 1 อัน กุญแจ 4 ดอก วางอยู่ข้างกระเป๋า ตรวจค้นในกระเป๋าพบกุญแจอีก 4 ดอก ตำรวจจึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมา พ.ต.ท.กุศล สิทธิขันแก้ว สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมตำรวจชุดสืบสวน กำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนร้ายงัดตู้เติมเงิน และขโมยโน้ตบุ๊คภายในร้านศูนย์บริการเติมสบายพลัส ภาคอีสาน เลขที่ 90/7 ถ.ทหาร เขตเทศบาลนครอุดรธานี ที่อยู่หน้าปากซอยศรีพินิจ จึงนำกระเป๋าสีครีม ที่มีบัตรพนักงานหญิง และกุญแจที่ตรวจยึดหน้าร้านของชำที่ อยู่ห่างกันประมาณ 300 เมตร จึงเอาให้นายกิตติคุณ ศรีทะหา อายุ 31 ปี แอดมินศูนย์บริการดังกล่าวตรวจสอบ พบว่าเป็นทรัพย์สินของศูนย์บริการฯ และได้พาไปชี้จุดที่คนร้ายก่อเหตุงัดตู้เติมเงินที่ติดตั้งอยู่หน้าศูนย์ฯ ก่อนนำตำรวจเข้าไปตรวจสอบ จุดที่วางโน้ตบุ๊คที่ถูกคนร้ายขโมยเอาไป

สอบสวน นายกิตติคุณฯ ให้การว่า เมื่อเช้านี้ตนมาเปิดร้านพบตู้เติมเงินที่ตั้งอยู่หน้าร้านมีรอยงัด ตนจึงเปิดเข้าไปตรวจสอบภายในร้านก็พบว่ามีโน้ตบุ๊คยี่ห้อ หัวเหว่ย สีดำ ราคา 2 หมื่นบาทหายไป ซึ่งเป็นของเซลล์ที่ศูนย์ฯ และได้เอากุญแจไปไขตู้เติมเงิน เพื่อที่จะเอาเงินในตู้ออกมา แต่คนร้านล้วงไม่ถึงที่เก็บเงิน เพราะตรวจสอบเงินยังอยู่ในถุงผ้ามีทั้งธนบัตร และเหรียญรวมกันประมาณ 1 พันกว่าบาท ตนเลยโทรศัพท์แจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ

ซึ่งตนคิดว่าคนร้ายงัดตู้เติมเงิน แล้วพบกุญแจประตูร้านที่ตนซ่อนไว้ภายในตู้เติมเงินที่ถูกคนร้ายงัด  เพื่อให้ช่างประจำศูนย์ที่มาทำงานช่วงเช้า ได้ใช้เปิดประตูศูนย์ฯเข้าไปทำงานก่อน จากนั้นคนร้ายคงพบกุญแจที่ปิดล็อกประตูศูนย์ฯ จึงนำไปไขเปิดเข้าไปขโมยโน้ตบุ๊กหลบหนีไป

ด้าน พ.ต.ท.กุศล สิทธิขันแก้ว เปิดเผยว่า คนร้ายที่ก่อเหตุคาดว่าน่าจะมาคนเดียว และก่อเหตุที่ศูนย์บริการเติมสบายพลัส ภาคอีสาน ที่อยู่หน้าปากซอย ขโมยเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กภายในร้านไป 1 เครื่อง แต่คนร้ายไม่ได้เงินในตู้เติมเงินไป จึงไปก่อเหตุงัดร้านของชำขโมยเงินสดไป และทิ้งไขควงของกลางที่ใช้ก่อเหตุไว้ข้างกระเป๋าแบบหญิงที่ไปขโมยเอามาจากศูนย์บริการเติมสบายพลัส ภาคอีสาน ก่อนหลบหนีไป อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะมอบหมายให้ตำรวจชุดสืบสวน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่มาก่อเหตุและหลบหนี เพื่อเป็นเบาะแสในการติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป….

บทความก่อนหน้านี้ลุงขายปาท่องโก๋โดนรุมทำร้ายคาดขายดีจนมีคนอิจฉา
บทความถัดไปน้องสุดทนยิงสวน 1 นัดเข้าเบ้าตาดับปมพี่ 38 ทุบตีบังคับไปซื้อยาบ้า