ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2564 ที่ห้อง ศปก.สภ.เมืองอุดรธานี พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบช.ภ.4 เดินทางมาติดตามความคืบหน้าสำนวนคดีนายกิตติภัฏ หรือฟีฟ่า เลิศอำนวยลาภ อายุ 22 ปี หนุ่มนักเรียนนอก ก่อเหตุฆ่าปาดคอ นางอนงค์ อายุ 66 ปี ย่าแท้ๆเสียชีวิต อยู่ภายในห้องนอนของหลานชาย และใช้มีดทำร้ายสาวหมอนวดแผนโบราณ และใช้อาวุธปืนยิง ผช.พยาบาล บาดเจ็บ โดยมี พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พ.ต.อ.อารี สินธุรา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี นำตำรวจชุดสอบสวน และสืบสวน เข้าร่วมประชุม 1 ชั่วโมงเศษ

พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบช.ภ.4 ให้สัมภาษณ์ว่า สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาให้คอยควบคุมคดี รวมถึงการสอบสวนของกระบวนการของกฎหมาย เชื่อว่าคงไม่มีปัญหาในด้านพยานและหลักฐาน ต่อผู้ต้องหาที่มีอาการทางจิตประสาท เรามีกฎหมายกำหนดวิธี ที่จะส่งให้จิตแพทย์ตรวจวิเคราะห์อาการ เพื่อนำผลมาประกอบสำนวนการสอบสวน ในเบื้องต้นคงต้องส่งตัวไปที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี ส่วนทางด้านการสอบสวนปากคำ ทางหัวหน้าพนักงานสอบสวน ยังคงมีปัญหาการสื่อสารกับผู้ต้องหาอยู่

พล.ต.ต.สุภากรฯ เปิดเผยอีกว่า ส่วนมาตรการป้องกันได้พูดคุยกับผู้บังคับการว่า ประชาชนคงยังวิตกกังวลกับเหตุการณ์นี้อยู่ อย่างไรก็ตามตนเองก็ได้มอบนโยบายในที่ประชุมไปเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้คงไปประสานทางผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็คงมีมาตรการเฝ้าระวัง ติดตามกลุ่มผู้ที่อาจจะก่อเหตุทุกกลุ่มที่เสี่ยงที่สามรถก่อเหตุในลักษณะนี้ได้ เพื่อกำหนดมาตรการ เพื่อสร้างความอุ่นใจแก่พี่น้องประชานชาว จ.อุดรธานีต่อไป”…

ขณะที่ที่ศาลาการเปรียญวัดมัชฌิมาวาส (อารามหลวง) ต.หมากแข้ง ทน.อุดรธานี นางอนงค์ เลิศอำนวยลาภ อายุ 66 ปี ถูกนำมาตั้งบำเพ็ญกุศลศพวันแรก ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของลูกหลานและญาติ มีกำหนดการฌาปนกิจศพในวันพรุ่งนี้ ซึ่งน.ส.อรอุมา เลิศอำนวยลาภ อายุ 45 ปี ลูกสาวคนเล็กของผู้ตาย เปิดเผยว่า ปีนี้ไม่ได้กลับบ้านปีใหม่เพราะโควิด-19 ก็คุยกันผ่านไลน์กลุ่มครอบครัวทุกวัน แต่วันเกิดยังไม่ได้คุยจนน้าโทรมาหา ไม่คิดว่าอาการหลานชายจะหนักขนาดนี้ สภาพจิตใจของพ่อที่สูญเสียคุณแม่ แต่พ่อเป็นคนเข้มแข็ง แต่ดูอาการแกคงเสียใจไม่แพ้ลูกหลาน เพราะอยู่ด้วยกันกับแม่มานาน

“ หลานชายไปอยู่อังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี จนระยะหลังมีอาการป่วยทางจิต กุมภาพันธุ์ 2563 เขาบอกพ่อกับแม่อยากจะกลับมาหาปู่กับย่า ที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก เราจึงคิดว่าหากเขามาอยู่กับปู่และย่าที่เขาเคยอยู่ และอบอุ่นสภาพจิตใจอาการคงดีขึ้น จึงเดินเรื่องส่งตัวกลับมารักษาไทย พร้อมกับเอกสารยืนยันประวัติการรักษาตัวที่อังกฤษ เมื่อมาเกิดเหตุสลดขึ้นพ่อแม่ของเขาก็เสียใจอย่างหนัก เพราะพี่ชายและพี่สะใภ้ไม่สามารถกลับมากราบศพแม่ได้ ”

น.ส.อรอุมา เลิศอำนวยลาภ กล่าวอีกว่า อยากให้ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าหน่วยไหน ไม่อยากให้โยนกันไปมา อยากให้ใส่ใจในรักษาผู้ป่วยจิต เพราะผู้ป่วยจิตแต่ละคนมีสิทธิจะมีอาการเหมือนหลานชาย ไม่ใช่เพียงแต่จัดยาให้คนไข้ และบอกให้ญาติเป็นคนดูแล ควรจะมีการร่วมมือกันมากกว่านี้ ไม่อยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีก เรื่องไหนพอทำได้ก็ควรทำเลย เรื่องไหนที่ไม่สามารถทำได้ก็ควรมาแก้ไขกัน ต้องเริ่มแก้ไขระบบหรือเปลี่ยนระบบรักษา หากไม่มีการป้องกันหรือคาดการอาการไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุ และต้องประสานงานกัน เท่าที่สอบถามและสืบเอาเองหลายๆที่ หน่วยงานบ้านเราไม่ค่อยเข้มแข็ง ไม่ประสานงานกันเท่าที่ควร

นางสาวอรอุมาฯ เปิดเผยอีกว่า คนป่วยจิตเวชมีภาวะเคลียดกว่าคนปกติ และอัพเลเวลหรือยกระดับ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่และคุณหมอก็ควรอัพเลเวลเช่นกัน หรือรู้เท่าทันคนป่วยจิตเวช หากไม่มีการยกระดับ หรือมีการเปลี่ยนแปลงคิดว่าคงจะเกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้อีกแน่นอน หากบ้านไหนมีผู้ป่วยจิตก็เหมือนกับมีระเบิดที่ถูกวางไว้ หากบ้านไหนมีก็ควรดูแลเอาใจใส่กันให้ดี ส่วนเรื่องความเชื่อตนคิดว่าหลานชายคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของแม่ เพราะแม่เคยบอกกับตนไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

ขณะที่นายขจรศักดิ์ เลิศอำนวยลาภ อายุ 73 ปี สามีผู้ตายและญาติ เข้าให้ปากคำเพิ่มเติม ต่อ พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ในฐานะผู้เสียหาย เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมกับนำสำเนาเอกสารรับรอง และประวัติการรักษาอาการทางจิตจากจิตแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ ของนายกิตติภัฏ หรือฟีฟ่า เลิศอำนวยลาภ อายุ 22 ปี ที่เข้ารับการรักษาอาการ มาแสดงยืนยัน โดยใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อนำเอกสารไปยื่นเรื่องเงินเยี่ยวยาตาม พรบ.เหยื่อความรุนแรง และอาชญากรรม ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุดรธานี….