จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ค skal sripairattachote โพตส์ภาพนิ่ง คลิปวิดิโอ และข้อความเหตุการณ์มีชายคนหนึ่งพยายามทำร้ายร่างกายครอบครัว หลังจากแสดงตัวเข้าไปช่วยเหลือคู่กรณีเหตุถอยรถชนกันที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ระหว่างเจรจากันที่ สภ.เมืองอุดรธานี ชายคนนี้ได้โชว์ปืนข่มขู่ให้เลิกแล้วต่อกันไม่ต้องแจ้งความ ต่อมาชายคนนี้ติดตามไปที่บ้านพัก ก่อนควงปืนเข้าไปพยายามทำร้ายร่างกายผู้เป็นพ่อ ที่ร้านเป็ดย่างหน้าห้างโลตัส สาขารังษิณา ซึ่งสามารถบันทึกวิดิโอขณะต่อสู้กันจนแย่งปืนและจับตัวเอาไว้ได้ เบื้องต้นตำรวจแจ้ง 3 ข้อหา ผู้ต้องหาที่พกปืนเป็นข้าราชการสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ประกันตัวออกมาแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านทัศนีย์เป็ดย่าง หน้าห้างโลตัส ถนนรอบเมือง เขตเทศบาลนครอุดรธานี พบนายอดุลย์ วีรวัฒนา อายุ 52 ปี พ่อค้าเป็ดย่าง เล่าว่า เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน มีพ่อค้าขายลูกชิ้นขี่รถจักรยานยนต์พ่วงชนท้ายรถปิกอัพของตน ไฟท้ายแตก ฝาท้ายและกันชนยุบ  ซึ่งตนได้นัดเจรจาค่าเสียหายกับคู่กรณีเที่ยงตรง ที่โรงพักเมืองอุดรธานี แต่คู่กรณีไม่มา จึงลงบันทึกประจำวันไว้ฝ่ายเดียว และช่างตีราคาซ่อมรถ 1 หมื่นบาท

วันที่ 20 พฤศจิกายน คู่กรณีมาหาตนที่หน้าร้าน ตนจึงเรียกให้ไปเคลียร์กันที่โรงพัก แต่ร้อยเวรเจ้าของคดีไม่อยู่ โทรหาก็ปิดเครื่อง เพราะเป็นวันอาทิตย์ ตนจึงพูดคุยกับคู่กรณีเรียกค่าซ่อมรถกับคู่กรณีแค่ 6,000 บาท แต่คู่กรณีได้โทรศัพท์เรียกชาย ไม่ทราบว่าเป็นใคร ขับรถปิกอัพมาจอดหน้าโรงพัก 3 คน เดินลงมาคนเดียวแล้วลงมาเคลียร์ โดยชายคนดังกล่าวบอกพ่อค้าลูกชิ้นไม่ต้องจ่าย ให้ตนนำรถไปซ่อมที่อู่ใกล้บ้าน ส่วนไฟท้ายให้ไปซื้อที่ เซียงกง ซึ่งตนบอกชายคนดังกล่าวว่า คุณไม่เกี่ยวกับคดีไม่มีหน้าที่มาเคลียร์ ทำให้ชายดังกล่าวไม่พอใจชักปืนออกมาพร้อมกับพูดว่า “มึงรู้ไหม๊ว่ากูเป็นใคร มึงโดนแน่”  พยายามเข้ามาทำร้าย ในลักษณะคุกคาม

ตนเห็นว่าชายมาเคลียร์มีปืน เกรงว่าจะเป็นอันตราย จึงกลับไปขายเป็ดย่างต่อ  ต่อมาเวลา 17.00 น. วันเดียวกัน ลูกชายโทรศัพท์มาถามตนว่า มีผู้ชายขับรถปิกอัพสีขาวมาหาพ่อที่บ้าน 3 รอบ อ้างว่าจะมาเคลียร์เรื่องชนรถกัน จึงให้ลูกชายบอกตำหนิรูปพรรณ และรถปิกอัพที่ขับมา พอรู้ว่าเป็นชายที่มาเคลียร์และเอาปืนมาข่มขู่ตนที่โรงพัก ตนจึงบอกให้ลูกเข้าไปในบ้าน เพราะชายคนนั้นมีปืน และข่มขู่ตนที่โรงพัก  และโทรหาชายคนดังกล่าว บอกอย่าไปบ้าน อย่าทำอะไรลูกตนเพราะลูกไม่เกี่ยว ตนอยู่ที่ร้านให้มาหาตนที่ร้าน ชายคนดังกล่าวขับรถมาซุ่มดูตนที่หน้าร้าน ตนจึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจ พอตำรวจมาชายดังกล่าวก็ขับรถออกไป ตำรวจจึงบอกว่าถ้ามาอีกให้โทรแจ้ง

นายอดุลย์ เล่าต่ออีกว่า พอตำรวจกลับไปประมาณ 15 นาที ชายดังกล่าวก็มาจอดหน้าร้าน ภรรยาได้บอกว่าถ้าเขาถือปืนลงมา ให้เช้าชาร์ตเพราะวิ่งหนีไม่ทันกระสุน เราอาจจะตาย พอชายคนดังกล่าวเดินลงมาจากรถ และชักปืนเดินปรี่เข้ามาที่ร้านตน  ตนจึงเข้าชาร์ตกดตัวลงกับพื้น และ รปภ.และผู้จัดการห้าง ได้เข้ามาช่วยและยึดปืน และแจ้งตำรวจ ตนขึ้นทับตัวและกดหน้าลงกับพื้นจนมีบาดแผล รอจนตำรวจมาควบคุมตัวไปโรงพัก ระหว่างนั้นตนก็ให้ดื่มน้ำ และซับเลือดให้  โดยตนนั่งรถไปด้วย ตำรวจให้ตนไปแจ้งความเบื้องต้น วันหลังจะเรียกตนมาสอบปากคำ และให้กลับบ้าน

ขณะนั่งรถไปโรงพัก ตำรวจได้พูดคุยกับใครก็ไม่รู้ จึงได้ทราบว่าชายที่นำปืนมาขู่ตนชื่อนายสมชาย อายุ 49 ปี เป็นพัศดี จ.ยะลา โอนย้ายมาอยู่ที่เทศบาลนครอุดรธานี  ตำรวจนำตัวไปสอบสวนที่แผนกปราบปราม สายตรวจ 191 สภ.เมืองอุดรธานี ส่วนตนให้ตนแจ้งความเบื้องต้นไว้ก่อน พรุ่งนี้เวลา 11.00 น. ให้ตนมาให้ปากคำกับร้อยเวร  เช้าวันที่ 21 พฤศจิกายน ตนเดินทางมาให้ปากคำ แต่ตำรวจยศ พ.ต.ต. บอกว่าตนมาสาย 15 นาที ให้กลับไปก่อน เพราะจะสอบสวนปากคำผู้ต้องหา  ตนจึงไปถาม ร.ต.ท. พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี บอกตนว่าเขามาขอคดีไปทำแทน

ตอนเย็นตนกลับมาโรงพักบอกว่าตนให้ปากคำแจ้งความดำเนินคดีกับนายสมชาย พนักงานสอบสวนบอกว่าตนให้ปากคำไปแล้ว  ตนจึงถามหาผู้ต้องหา ก็บอกว่าให้ประกันตัวไปแล้ว ซึ่งตนสงสัยว่า ตนยังไม่ได้คัดค้านการประกันตัวเลย เพราะผู้ต้องหาเอาปืนไปข่มขู่ตน ตำรวจอาจะไม่รู้สึก แต่ตนเป็นชาวบ้านรู้สึกกลัว ตำรวจจึงแนะนำให้ไปพบรอง ผกก.(สอบสวน) ซึ่งหัวหน้าพนักงานสอบสวนบอกว่า มีแต่แจ้งคดีอาวุธปืนเท่านั้น  ทำให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนกุมขมับ

นายสกาล วีรวัฒนา อายุ 27 ปี ลูกชายนายอดุลย์ เล่าว่า เย็นวันที่ 20 พฤศจิกายน  มีผู้ชายมาหาพ่อที่บ้าน ซึ่งตนอยู่บ้านคนเดียว บอกว่าพ่อให้มาหาที่บ้าน เพื่อคุยเคลียร์คดีกัน ตนยืนอยู่ห่างๆ  จึงได้โทรหาพ่อ พอรู้ว่าเป็นคนที่ถือปืนมาข่มขู่พ่อที่โรงพัก เกรงว่าจะเกิดอันตราย จนจึงรีบเข้าบ้าน พอเรื่องราวเกิดขึ้นทั้งหมด จึงรวบรวมเหตุการณ์ และโพสต์ลงเฟซบุ๊ก

นายศักดิ์ชาย ดวงกงแก้ว อายุ 52 ปี รปภ.ห้างโลตัส ขณะเกิดเหตุ ตนยืนอยู่ที่หน้าแบงก์ภายในห้าง มีลูกค้าจำนวนมาก และมีเสียงโวยวายหน้าห้าง คิดว่าเป็นเหตุกาณ์คนขโมยสินค้า และเสียงตะโกน “มีปืน มีปืน” ตนจึงวิ่งไปดูพร้อมกัน 4 คน พบพ่อค้าเป็ดย่างนอนทับและกดหัวชายคนหนึ่ง และมีอาวุธปืนตกอยู่ข้างๆ  ผู้จัดการรีบคว้าเอามปืนมาปลดแมกกาซีนออก พอตำรวจมาจึงส่งตัวชายคนดังกล่าวให้ตำรวจไปดำเนินคดี

ทางด้าน  พ.ต.อ.จามร อันดี ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า สำหรับคดีดังกล่าวหลังรับแจ้งว่ามีเหตุทะเลาะวิวาท และใช้อาวุธปืนข่มขู่ ทางตำรวจสายตรวจ และตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองอุดรธานี ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุพบว่าผู้ต้องหามีปากเสียงกับทางพ่อค้าเป็ดย่าง และได้มีการควบคุมตัวเอาไว้แล้ว พร้อมด้วยอาวุธปืนของกลาง และมีอาการเมาสุรา  ตำรวจจึงควบคุมตัวและแจ้งข้อหาพบพาอาวุธปืน และตรวจแอลกอฮอล์พบว่าเมาสุรา วัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 238 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ส่วนสาเหตุมาจากช่วงเย็นทางผู้ต้องหาเป็นตัวกลางเจรจากรณีคนรู้จักขับรถเฉี่ยวชนกันกับคู่กรณี และเป็นคนที่มีอารมณ์ร้อน แล้วก็ตามไปหาเรื่องที่บริเวณจุดเกิด เหตุและมีปากเสียงกัน เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี แจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวไว้ที่ห้องควบคุม ในส่วนการประกันตัวนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา โดยใช้หลักทรัพย์ยื่นประกันตัว หลังประกันตัวเสร็จ ทางตำรวจจะเร่งรัดส่งอาวุธปืนและลายนิ้วมือไปตรวจ เมื่อผลตรวจส่งกลับมาก็จะนำส่งอัยการ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

”คู่กรณีที่เกรงเรื่องความปลอดภัย ตอนนี้ทางตำรวจยืนยันความปลอดภัย สามารถประสานทางตนเองได้โดยตรงและทางตำรวจสายตรวจจะออกไปตรวจตามพื้นที่ เพื่อสร้างความปลอดภัยและสร้างความอุ่นในให้กับประชาชน”

ในส่วนการชักปืนขึ้นมาข่มขู่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนอย่างละเอียด ว่าถ้าหากมีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับคดีก็จะได้ดำเนินการ เบื้องต้นแจ้งข้อหา ” พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว , พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุอันควร , ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น ซึ่งทางผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวไปแล้ว

นายธนดร พุทธรักษ์ นายกเทศบาลนครอุดรรธานี เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการสังกัดเทศบาลนครอุดรธานีจริง ทราบว่าได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว ตอนนี้เจ้าตัวลางานไม่ได้มาทำงาน รู้ข่าวตอนแรกตกใจมาก เนื่องจากหน่วยงานเราเป็นหน่วยงานบริการประชาชน ต้องอยู่กับประชาชนอยู่เป็นประจำ เรื่องคดีความเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนเรื่องทางวินัย จะได้เชิญเจ้าตัวมาชี้แจง และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนต่อไป

บทความก่อนหน้านี้สุดสลดสาวชาวนาถูกรถนวดข้าวดูดผ้าขาวม้าพันคอปั่นหัวหลุด
บทความถัดไป“ของเฮือนน้อย”ตั้งชาวบ้านตามดูเหมืองโพแทช